จ่ายภาษี Tynedale Council Tax


วันนี้มีเรื่องมาเล่าต่อ อยู่มาไม่กี่เดือน (ตอนนี้ 5 เดือนแล้ว... ไม่ได้หมายถึงท้อง 5 เดือนนะ ^_^) ก็ต้องจ่ายภาษีให้อังกฤษละ แถมจะต้องจ่ายย้อนหลังด้วยนะ เรื่องของเรื่องก็เนื่องมาจาก mail ก่อน ที่เล่าให้ฟังเรื่องไปเปิดบัญชี แล้วเค้าให้เอาหลักฐานแสดงที่อยู่จากบิลเรียกเก็บค่าต่างๆ ควบคู่กับ passport กับวีซ่า นั่นแหละ

เราก็เลยโทรไปขอที่นี่ Tynedale council เพื่อให้เค้าส่งบิลเรียกเก็บภาษีท้องถิ่น (ภาษีโรงเรือน - Household) โดยมีชื่อเราพร้อมกับสามี มาด้วยกัน พอโทรไป บอกวัตถุประสงค์ว่าทำไมเราอยากให้มีชื่อเราอยู่บนบิลเวลาส่งมาที่บ้าน พอเข้าใจกันดีแล้ว จากนั้นเค้าก็บอกว่าบ้านเราต้องจ่ายภาษีท้องถิ่นเพิ่ม เนื่องจากมีคนมาอยู่เพิ่ม


จากเดิม ถ้าบ้านไหน อยู่แค่ 1 คน เค้าจะลดภาษีท้องถิ่นให้ 25% ซึ่งแต่เดิมสตีฟ จ่ายอยู่ประมาณเดือนละ 6000 บาท พอเรามาอยู่เค้าก็บอกว่าจะต้องจ่ายย้อนหลังตั้งแต่ปลายเดือน มิถุนายน 2008 (เดือนที่เริ่มมาอยู่)



หลังจากนี้เวลาเก็บภาษีท้องถิ่น ก็ไม่ได้ลดละ คือเก็บเต็มจำนวนเลย แต่ก็มีข้อยกเว้นให้สำหรับบางครอบครัวที่สามารถลดหย่อนได้ โดยให้แสดงหลักฐาน อย่างเช่น มีสมาชิกในครอบครัวร่างกายไม่ปกติ เป็นบุคคลทุพพลภาพ เป็นเด็กเล็กที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ เป็นต้น ^_^

ก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าภาษีท้องถิ่นเนี่ย เก็บไปทำอะไรบ้าง ก็ได้ความว่า เอาไว้สำหรับการรักษาความสะอาดถนน หนทาง บำรุงสวนสาธารณะ แล้วก็หลักๆ คือ ไว้สนับสนุนเวลามีไฟไหม้ หรือสาธารณภัยต่างๆ สนับสนุนการศึกษา (อย่างน้อยก็คอร์สที่ไปเรียนก็เรียนฟรี เพราะการสนับสนุนอันนี้แหละ) ให้กับตำรวจรักษาความปลอดภัยเป็นต้น รวมถึงสนับสนุนการเก็บขยะตามบ้านเรือน การ recycle ขยะ

ที่เมืองไทยมีภาษีโรงเรือนรึเปล่าอ่ะ แต่ที่รู้มีค่าขยะที่มีคนมาเก็บตามบ้านเป็นรายเดือน แล้วก็มีจ่ายภาษีรายปีจากเงินได้ของเรา ที่นี่ภาษีแต่ละอย่างก็เก็บแยกกัน ภาษีเงินได้ก็จ่ายต่างหาก ภาษีท้องถิ่นก็จ่ายอีกต่างหาก

ภาษีที่จ่ายจากเงินได้นี้ ส่วนนึง ไปสนับสนุน ผู้ที่เกษียณอายุ pension จากที่เราเคยรู้ว่าเมื่อเกษียณรัฐบาลจะให้เงินเหมือนบำนาญ แต่ส่วนนี้จะได้น้อย คนส่วนใหญ่ก็เลยจะจ่ายเพิ่มอีกส่วนนึงสำหรับ pension หรือบำนาญของตนเองในอนาคต ซี่งจะได้มากกว่าที่รัฐบาลให้

ตอนที่ไปยื่นเรื่องทำวีซ่าที่เมืองไทย ก่อนมาที่นี่ เจอผู้หญิงไทย อายุประมาณ 50 กว่าๆ เค้าก็เล่าให้ฟังว่า เค้าได้รับบำนาญเดือนละประมาณ 20000 – 30000 บาท ถ้าไปอยู่เมืองไทย ก็คงอยู่ได้สบายเลย แต่ถ้าอยู่ที่อังกฤษ ก็ยังถือว่าไม่มาก


เมืองสีขาว


เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อังกฤษเจอหิมะหนัก ตกติดต่อกันหลายวัน
แถมวันนึงตกหลาย
ชั่วโมงด้วย เพื่อนตรงข้ามบ้านบอกว่า
ไปเที่ยวที่เมือง Leeds มา หิมะหนามาก จะกลับ
บ้านก็กลับไม่ได้

เมืองที่อยู่นี่ก็เหมือนกัน พยากรณ์อากาศบอกว่า
ช่วงนั้น Newcastle
หนาวที่สุด ซึ่งแปลกเพราะโดยปกติ
สก็อตแลนด์ จะคลองแชมป์ ยิ่งอยู่เหนือขึ้นไป

อุณหภูมิก็จะลงลงมาก


วันนี้มีรูปเมืองสีขาวมาให้ดู ได้มีโอกาสถ่ายตอนหิมะตก


Photobucket


ตอนหิมะตกใส่หน้า
อยากรู้ว่าเย็นแค่ไหน ก็ให้เอาน้ำแข็งใสมาถูหน้า



Photobucket

ท้องฟ้า หลังคาบ้าน ถนน ทั่วทุกบริเวณ เป็นสีขาวไปหมด
เพียงเวลาไม่กี่ชั่วโมง


Photobucket

Photobucket

ระหว่างนั้นก็เหลือบไปเห็นเด็กน้อย ออกมาเล่นสไลด์หิมะ
ปกติบริเวณนี้จะเป็นเนินหญ้า พอหิมะตกก็ได้โอกาสเด็กๆ
ออกมาเล่นสไลด์


Photobucket


พอเด็กเห็นเรา เราบอกว่าขอถ่ายรูปหน่อย ไม่ได้มีลังเล
ยืนจังก้า ให้เราถ่ายรูปโดยดี


Photobucket


หลังจากหิมะตกมาได้ เกือบ 10 ชั่วโมง
ตั้งแต่เช้ามืด จนถึงเกือบเที่ยงวัน



Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket


จนไม่เห็นว่าขอบถนนอยู่ตรงไหน
ถ้าเป็นบริเวณแถบไหล่เขา จะมีเสาปักเพื่อให้รู้ระยะถนน


Photobucket

หลังจากช่วงนั้นประมาณ 1-2 วัน
หิมะก็ละลายหมด กลับมาสู่สภาพปกติ เห็นหญ้าเขียวๆ เหมือนเดิม




ช่วงนี้ก็เข้าสู่บรรยากาศ Xmas แล้วหลังจากนี้ แต่ละบ้านก็จะเริ่มทยอยส่งการ์ด Xmas ให้เพื่อนบ้านละ ที่บ้านซื้อการ์ดมาแล้ว แต่ยังไม่ได้เขียน

ในละแวกบ้านก็จะมีประมาณเกือบ 15 ครอบครัว บางบ้านแม้จะไม่ค่อยได้ออกมาคุยกัน แต่ก็จะส่งการ์ดให้กันทุกปี ในการ์ดก็จะลงชื่อ เจ้าของการ์ดพร้อมกับบ้านเลขที่ เป็นที่รู้กันว่ามาจากบ้านหลังนี้นะ ถ้าเจอตอนเราอยู่บ้านก็จะกดกริ่งแล้วก็ได้คุยกัน แต่ถ้าเอาการ์ดมาให้ตอนเราไม่อยู่บ้าน ก็จะใส่ในช่องรับจดหมาย

เราก็เพิ่งสังเกตว่า ไม่มีบ้านเลขที่ 13 เนาะ ก็ที่รู้ๆ
กันว่าเลข 13 คนไม่ค่อย
ชอบกัน ^_^

* ~ เริ่มต้นเดือนธันวาคม ~*


เมลล์นี้มาพร้อมกับความหนาว เริ่มต้นเดือนธันวาคม
ก็รู้สึกถึงบรรยากาศของฤดูหนาว

เดือนแห่งการเฉลิมฉลอง Xmas ฤดูของหิมะ
ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มตกแล้ว


เก็บภาพมาได้บางส่วน วันนี้ก็เลยขอเอามาแชร์



..........................


ช่วงก่อนหิมะตก แค่ Frost หน่อยๆ บางบ้านไม่ได้จอดรถในโรงรถ
ดูสภาพรถ ตอนเช้าเวลาจะขับรถออกไป ก็ต้องมาขูดหิมะ
ออกจากกระจกรถ
แล้วก็วอล์มเครื่องก่อน

Photobucket

บางคนก็อาจจะคิดว่า แล้วทำไมไม่จอดรถในโรงรถ
เพราะเนื่องจากโรงรถมีไว้เก็บของ
ซะแล้ว
เลยไม่มีพื้นที่จะจอดรถอ่ะ แต่รถคงจะไม่เป็นไร เลยเฉยๆ กัน


หลังจากหิมะปกคลุมไปทั่วบริเวณ ที่เห็นบางช่วงไม่เป็นสีขาว
อันนั้นเค้าเอาน้ำราด
พร้อมกับเกลือโรย บริเวณมุมถนนเพื่อไม่ให้ลื่น


Photobucket


เริ่มรู้สึกหนาวกันบ้างรึยัง ... ^_^



มาต่อด้วยรูปบรรยากาศในห้างสรรพสินค้า “Metro Center” ที่นี่บ้าง
ประดับตกแต่งเตรียม Xmas

คนก็เยอะมาก


Photobucket



Photobucket



Photobucket



Photobucket



Photobucket


ต้น Xmas ใหญ่ยักษ์


ปีนี้ก็เตรียมซื้อของมาประดับต้น Xmas ที่บ้านเหมือนกัน

Photobucket


ทางเมืองไทยก็คงเริ่มหนาวเหมือนกัน รักษาสุขภาพกันด้วยนะจ๊ะ ^_^


ที่บ้านตอนก่อนที่ยังไม่หนาวมาก Heater ทำงานสบาย
จะตั้งอุณหภูมิไว้ที่ 20 องศา แต่พอช่วงนี้

อากาศเริ่มหนาวขึ้นมาก อุณหภูมิในบ้านลดลงเหลือ 17 องศา
ส่วนข้างนอกบ้านไม่ต้องพูดถึง

ติดลบแล้ว ...


เรื่องการบ้านการเมืองที่เมืองไทย ไปถึงไหนแล้ว
ข่าวม็อบที่สนามบินออกทีวีทุกวัน เมื่อวันเสาร์
ที่ผ่านมาไป
จองตั๋วกลับเมืองไทย ทางสายการบินยังไม่ยืนยันว่าจะมีเที่ยวบิน
กลับแน่นอนรึเปล่า
เลยรอดูสถานการณ์ก่อน
หวังว่าเหตุการณ์คงจะสงบเร็วๆ นี้นะ

เพิ่มเติม การรักษาพยาบาลในอังกฤษ (มันดีหรือไม่ดี ?)


ได้คุยเรื่อง NHS เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลในอังกฤษก่อนหน้านี้ ไปหาใน internet เจออันนี้เลยเอามาแชร์

แล้วจะพิสูจน์ด้วยตัวเองว่ามันจริงตามนี้รึเปล่า แต่ตอนนี้ที่แน่ๆ คือ ไปหาหมอที่สถานพยาบาลใกล้บ้านมา 3 หน ยังไม่เสียตังค์ แต่ต้องจองคิวเป็นอาทิตย์เหมือนกัน วันที่รอตรวจรอไม่นาน แล้วจะมาเพิ่ม ถ้าเจออะไรใหม่ๆ อีก

---------------------------------

ระบบรักษาพยาบาลในอังกฤษ

NHS (National Heath Service) คือระบบการรักษาพยาบาลในอังกฤษ ที่รัฐเป็นผู้ดูแล

ค่ารักษาพยาบาลที่อังกฤษ "แพง" และ "ดี" อันนี้ก็ไม่แปลกที่ใครๆ จะคิดแบบนี้ เพราะมันก็ควรจะเป็นแบบนั้นไม่ใช่เหรอ? แต่ความเป็นจริงแล้ว...ตรงกันข้าม!

ระบบที่เรียกว่า NHS นั้นก็ไม่ต่างอะไรกับสวัสดิการสังคมในประเทศไทยเลย แถมยังมีความสำคัญกับชนชั้นกลางมากกว่าอีกด้วย เนื่องจากระบบนี้ ทำให้คนอังกฤษ (รวมทั้งคนต่างชาติที่อาศัยอยู่ในอังกฤษ) เข้ารับรักษาพยาบาลฟรี!!!

ไม่ว่าคุณจะเป็นโรคอะไรก็ตาม...เป็นหวัด คัดจมูก น้ำมูกไหล ไส้ติ่งอักเสบ ขาหัก แขนขาด มะเร็ง เอดส์.... ก็รักษา ฟรีหมด! ไม่เสียค่าหมอ ค่าห้อง ค่ายา (สำหรับผู้ป่วยใน) ใดๆ ทั้งสิ้น เรียกได้ว่า ไปค้างโรงพยาบาล 3 คืนแล้วอยากกลับ ก็สามารถเดินออกจากห้องได้เลย!!

โดยโรงพยาบาลที่ว่านั้นก็เป็นโรงพยาบาลของรัฐเองนั่น แหละ ซึ่งกินสัดส่วนประมาณ 90% ของโรงพยาบาลทั้งหมด โรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงในประเทศอังกฤษทั้งหลาย เช่น Guy's & St.Thomas' Hospital ซึ่งผ่าตัดเปลี่ยนไตโดยหุ่นยนต์ได้เป็นที่แรกของโลก ก็เป็นโรงพยาบาล NHS

แต่อย่างไรก็ตาม อย่าได้ไปคิดว่าระบบรักษาพยาบาลที่อังกฤษดีกว่าประเทศไทยเชียวนะ เพราะด้วยความที่มันฟรีเนี่ยแหละ.....ทำให้คนไข้ต้องจองคิวเข้ารักษากันเป็น "ปีๆ"

"ปีๆ" ในที่นี้ไม่ได้เป็นแค่คำเปรียบเทียบด้วยนะ

ถ้าคุณจะมาผ่าตัดขาเพราะความชราภาพล่ะก็...ใช้เวลารอคิว 1-2 ปี
ถ้าคุณจะมาผ่าฟันคุดล่ะก็....ใช้เวลารอคิว 6 เดือน - 1 ปี
ถ้าคุณจะผ่าตัดหัวใจล่ะก็.....ใช้เวลารอคิว 3 เดือน
ถ้าคุณจะผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองอักเสบล่ะก็.....ใช้เวลารอคิว 1 เดือน
ถ้าคุณโดนมีดแทง ต้องผ่าตัดฉุกเฉินล่ะก็......ใช้เวลารอคิว 3 ชั่วโมง (เลือดไหลตายก่อนพอดี)

ถ้าคุณเป็นหวัด คุณไม่สามารถไปหาหมอได้ในวันรุ่งขึ้น เพราะคุณต้องจองคิวหมอทั่วไป (General Practitioner หรือ GP) ซึ่งทำทุกอย่างตั้งแต่การรักษาหวัด โรคกระเพาะ ปวดหัว ตัวร้อน ให้คำปรึกษาเรื่องเพศ เด็กผู้ชายมาขอถุงยาง เด็กผู้หญิงมาขอยาคุมกำเนิด ฯลฯ ..สรุปแล้วคุณต้องจองคิวประมาณ 1 อาทิตย์ล่วงหน้า และใช่ว่าถ้าจองไว้ที่ 10 โมงเช้า วันพฤหัส คุณจะได้พบหมอในทันที เพราะระบบกำหนดไว้ว่า ให้เวลาหมอดูคนไข้คนละ 10 นาที เพราะจะต้องจองคิวติดๆกันไป ดังนั้นหากหมอเจอคนไข้อาการหนัก แล้วต้องใช้เวลาดูนาน คนไข้คนหลังๆ ก็รอไปเหอะ จะเดินไปซื้อยาเองแบบเมืองไทยก็ไม่ได้ เพราะสำหรับยานอกเหนือจากยาเบสิคๆ เช่น พาราเซตตามอล แล้ว คุณต้องมีใบสั่งแพทย์เท่านั้น

สรุปแล้วในอังกฤษ คนชั้นกลางอย่างเราๆ แม้จะมีเงินบ้าง แต่เงินก็ช่วยอะไรไม่ได้เท่าไหร่ หากคุณป่วย ต้องการพบหมอด่วน เพราะโรงพยาบาลหรือคลีนิคเอกชน ที่คุณสามารถเดินเข้าไปหาหมอได้ทันทีนั้นมี ไม่มากเท่าไหร่ และที่สำคัญราคาแพงมหาศาล เช่น ถ้าคุณปวดฟัน คุณเดินเข้าไปหาหมอฟันในร้าน เค้ายังไม่ทันทำอะไรเลย บอกให้คุณอ้าปาก แล้วก็บอกกับคุณว่า "ผมว่าคุณฟันคุด คุณจะผ่ามั้ย" แค่นี้แหละคุณก็ต้องจ่ายเงินเค้า 50 ปอนด์ (3500 บาท) เป็นค่าปรึกษาแล้ว แล้วถ้าจะผ่าจริงก็ 1000 ปอนด์ (7 หมื่น) ขอรับ แล้วคิดดู ถ้าคุณจะผ่าตัดหัวใจคุณจะต้องจ่ายเท่าไหร่?

เทียบกับ NHS ซึ่ง "ฟรี" ถ้าคุณไม่ใช่มหาเศรษฐีจริงก็คงต้องทนรอคิว 1 ปี ต่อไป...


เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย

- อย่างที่เขียนไว้ข้างบน ว่าที่อังกฤษคุณสามารถขอถุงยางอนามัยและยาคุมจากหมอได้ฟรีๆ โดยถุงยาง จะมีวางอยู่เกลื่อนบนโต๊ะข้างๆเก้าอี้และห้องน้ำในสถานพยาบาล (GP) ให้คุณหยิบเก็บกลับบ้านได้ตามใจชอบ โดยมีให้เลือกหลายรสหลายกลิ่น เช่น แบบธรรมดา (ซองสีเหลือง) กลิ่นสตอเบอรี่ (ซองสีแดง) กลิ่นช็อกโกแลต (ซองสีน้ำตาล) กลิ่นมินท์ (ซองสีเขียว) เป็นต้น เพื่อเป็นแรงจูงใจให้เด็กๆรู้จักการป้องกัน

- หากคุณไปรักษาโรคหวัด และหมอต้องเอาเครื่องฟังหัวใจมาฟังที่อกของคุณ เค้าจะไม่ล้วงเข้ามาในเสื้อของคุณ แต่เค้าจะถลกเสื้อคุณขึ้นมาเลย (แม้จะเป็นหมอผู้ชาย กับคนไข้ผู้หญิงก็ตาม) สำหรับผู้หญิงก็คือให้เห็นบราเลยน่ะแหละ แล้วค่อยแปะมันลงไป เพื่อป้องกันความผิดพลาด งานนี้อายหมอก็ไม่หายหวัด..

- หากคุณเป็นผู้หญิงและอายุครบ 20 ปี NHS จะส่งจดหมายมาบอกให้คุณไปตรวจหามะเร็งปากมดลูก โดยวิธีการตรวจก็คือการตรวจภายในอ่ะแหละ


---------------------------------------------

จดหมายจาก NHS


วันนี้มาเล่าเรื่องแนวผู้ญิ้ง ผู้หญิง ให้ฟัง แต่เพื่อนผู้ชายบางคน
อาจจะรู้ดีกว่าผู้หญิงแบบเราๆ ซะอีก ^_^

...........................


หลังจากผ่านพ้นวันเกิดมาประมาณ 1 สัปดาห์ ก็มีจดหมายส่งมาที่บ้าน จ่าหน้าซองเป็นชื่อเรา พอเปิดอ่านก็รู้ว่าเป็นจดหมายส่งมาจาก NHS (แล้วจะเล่าว่า NHS คืออะไร) พออ่านตรงเนื้อความ สิ่งแรกที่เห็นแล้วทำให้รู้สึกตื่นเต้น ก็คือ คำนี้


YOU ARE NOW DUE FOR YOUR FIRST SMEAR TEST


ก่อนหน้านี้ก็พอรู้จักคำว่า Smear Test อยู่บ้าง เราก็อ่านเนื้อความต่อซึ่งก็คือจดหมายแจ้งให้เราไปตรวจปากมดลูก ผู้หญิงทุกคนที่อยู่ใน UK (คิดว่าน่าจะพำนักอยู่เกิน 6 เดือน หรือ 1 ปี) และมีอายุระหว่าง 25 ปี – 64 ปี จะได้รับจดหมายแจ้งให้ไปตรวจ เป็นการตรวจฟรี ทุกๆ 3 ปี หากได้รับจดหมายแล้วยังไม่ไปติดต่อ Surgery เพื่อทำการตรวจ NHS ก็จะส่งจดหมายมาเตือนอีกเป็นระยะๆ จนคนที่ได้รับจดหมายรู้สึกกดดัน แล้วก็ต้องไปตรวจในที่สุด ซึ่งถือว่าเป็นระบบการเตือนที่ดีทีเดียว (พยาบาลเล่าว่าผู้หญิง 80% ไปตรวจตามเวลา)



NHS คืออะไร?

Photobucket


NHS (National Health Service)

การบริการด้านสุขภาพของรัฐในสหราชอาณาจักร (UK) ที่ให้บริการฟรีอย่างครอบคลุมทั้งหมดกับประชากรทั้งประเทศ อย่างเสมอภาค สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในสหราชอาณาจักร นักศึกษานานาชาติที่เรียนหลักสูตรเต็มเวลานานมากกว่าหกเดือน จะได้รับการรักษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ

ก่อนมี NHS การบริการสุขภาพส่วนใหญ่เป็นการดำเนินงานโดยเอกชนที่กระจัดกระจาย (อาจเป็นคลีนิค โรงพยาบาลเอกชน) ไม่มีสถาบันใดที่เป็นหลักในการจัดระบบสุขภาพ ต่อมารัฐบาลได้เริ่มต้นนโยบาย ที่ต้องการจะให้มีระบบสุขภาพที่ครอบคลุมประชากรทั้งหมด รัฐมนตรีสาธารณสุขได้เจรจาและต่อรองกับแพทย์ และผลักดันกฎหมาย National Health Service ได้สำเร็จ

หลังจากย้ายมาอยู่ที่อังกฤษ สิ่งแรกที่นึกถึงก็คือ การไปลงทะเบียนกับสถานพยาบาลใกล้บ้าน ซึ่งเป็นหน่วยงานของ NHS ที่คอยให้การรักษาพยาบาลเบื้องต้น ไม่มีการผ่าตัด เป็นการรักษาทั่วไปก่อนที่จะรุนแรงจนกระทั่งต้องไปโรงพยาบาล เมื่อลงทะเบียนแล้วเราจะมีหมอประจำตัว เวลาจะไปรักษา ต้องจองคิวก่อน แล้วก็รักษากับหมอคนเดิม หากจะเปลี่ยนหมอก็ต้องแจ้ง



Photobucket


Surgery – สถานพยาบาลที่อยู่ใกล้บ้าน เดินไปประมาณ 10-15 นาที


Photobucket



เล่าเรื่องตรวจ Smear Test ต่อ



เมื่อกำหนดวันตรวจแน่นอนแล้ว ก็ไปที่สถานพยาบาลนี้ จองคิว เค้าก็ให้ชื่อพยาบาลมาว่าเป็นใครที่จะตรวจเรา ค่อยโล่งใจหน่อยว่าเป็นพยาบาล ไม่ใช่หมอ เพราะด้วยความที่ไม่เคยตรวจ ก็อยากจะตรวจกับพยาบาล หรือหมอผู้หญิง (หมอส่วนตัวเราเป็นผู้ชาย)

เมื่อถึงวันตรวจ รู้สึกตื่นเต้น เคยได้ฟังจากคนที่เคยตรวจ หรือจากการเม้าท์ในหมู่สาวๆ ก็ดูน่ากลัวแต่ตัดสินใจแล้ว เมื่อถึงคิว พยาบาลก็เรียกเข้าไปในห้อง ซักถามชื่อ นามสกุล แล้วก็ถามว่าเราเคยตรวจมาก่อนรึเปล่า เราก็บอกว่าไม่เคย พยาบาลก็เล่ารายละเอียดคร่าวๆ ของการตรวจ ตรวจเพื่ออะไร เมื่อไหร่จะได้รู้ผล ต้องปฏิบัติอย่างไรตอนตรวจ เราก็บอกว่าเราได้อ่านแผ่นพับที่ส่งแนบไปกับจดหมายแล้ว ก็พอรู้คร่าวๆ



Photobucket


จากนั้นก็ถึงเวลาตรวจ พยาบาลก็ชี้ไปที่เตียง เหมือนเป็นเบาะยาวมีกระดาษปู เหมือนกระดาษทิชชู่แผ่นใหญ่ พยาบาลก็บอกว่าหลังจากที่เราถอดเสื้อผ้าช่วงล่างแล้ว ก็ให้เอากระดาษทิชชู่นี่พันตัว (ไม่รู้ว่าให้พันทำไม สงสัยกลัวเราอาย ^_^) เมื่ออธิบายเสร็จ ก็ปิดม่าน เราก็นอนรอที่เตียง พยาบาลก็เข้ามาพร้อมกับเครื่องมือตรวจ แล้วก็ปรับระดับเตียงให้สูงขึ้น (ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าขาหยั่งรึเปล่าเพราะไม่เคยรู้ว่า ที่คนพูดว่าขึ้นขาหยั่ง เป็นยังไง เพราะก็เหมือนเตียงในโรงพยาบาลทั่วๆ ไป)


Photobucket


ในระหว่างตรวจ รู้สึกถึงความเย็นของเครื่องมือ แต่ไม่รู้สึกเจ็บเหมือนทีใครๆ พูด พยาบาลบอกว่า ถ้าเกร็งจะรู้สึกเจ็บ บางคนตรวจมาหลายๆ ครั้ง แล้ว ก็ยังไม่ชิน คิดว่าแล้วแต่คน


Photobucket


แล้วทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี รอผลตรวจประมาณ 2 สัปดาห์ ซึ่งผลก็ปกติ แต่พยาบาลก็บอกว่า การตรวจนี้เป็นทางหนึ่งที่จะป้องกัน อาจจะไม่ 100% บางคนเมื่อผลตรวจออกมาแล้ว ก็อาจจะต้องไปตรวจซ้ำเพื่อความแน่นอน และไม่นานมานี้ ข่าว BBC ก็แจ้งว่ามีคนเครม NHS ว่าไปตรวจแล้วแต่ก็เป็นมะเร็งปากมดลูก เป็นข่าวครึกโครมทีเดียว ก็มีการแก้ไขระบบกันต่อไป

แต่ยังไงแล้ว ตรวจก็ดีกว่าไม่ตรวจ เพื่อเป็นการตรวจค้นหาแต่เนิ่นๆ และเพื่อความสบายใจ ขอให้ไปตรวจกันนะ ไม่รู้ว่าสาวๆ ได้ไปตรวจกันบ้างรึเปล่า ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด บางคนคิดว่ายังไม่แต่งงาน ก็ยังไม่ตรวจ จากที่อ่านเค้าบอกคนที่ยังไม่แต่งงาน ก็ต้องตรวจเหมือนกัน


Winter Food


เป็นเวลาเกือบ 2 สัปดาห์เลยนะ ที่ไม่ได้เข้ามาทักทายทุกๆ
คนที่นี่ วันนี้มีโอกาสแล้ว
เพราะพ่อกับแม่สตีฟ กลับบ้านที่
Scotland กันไปแล้ว บ้านเงียบไปเลย กลับมาหงอย

เหมือนเดิมแล้วเรา ^_^

ทุกๆ คนสบายดีรึเปล่า เปิ้ลสบายดี หายจากหวัดแล้ว
แต่ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลง
มากๆ เลย
วันนี้ฝนตกหนัก อุณหภูมิในบ้านประมาณ 15 องศา
ต้องเปิด Heater
อยู่ในบ้านก็อุ่นสบาย


เมื่อ 2 วันก่อนมีหิมะตก ตื่นมาตอนเช้ามองออกไป
นอกหน้าต่าง พื้นหญ้ามีหิมะปก
คลุมไปทั่ว แต่ไม่หนามาก
วันแรกเห็นตอนหิมะกำลังตก เหมือนละอองฝนสีขาว

คาดว่าช่วงเดือนธันวาคม น่าจะมีตกมาอีก


Photobucket

ตอนที่หิมะยังไม่ละลาย ลักษณะเหมือนเกลือแต่ใสกว่า
ตามท้องถนนเจ้าหน้าที่จะเอา
เกลือมาโรย เพื่อไม่ให้ถนนลื่น

ถ้าบ้านไหนจอดรถไว้นอกบ้าน เช้ามานะหิมะเกาะเต็มรถ


Photobucket

ตอนนี้มันละลายไปบ้างแล้ว



ที่โน่นพระอาทิตย์ตกตอนกี่โมง ที่บ้านนี้
ประมาณ 4 โมงเย็น ก็มืดแล้ว ต้องเปิดไฟ
เวลา
5 โมง ก็เหมือน 3 ทุ่ม

....


สองอาทิตย์ที่ผ่านมา ฝึกวิชาทำอาหารฝรั่งไปหลายอย่าง
ช่วงนี้เป็นหน้าหนาว อาหาร

ประเภทซุปจะมาแรง


"Tattie soup"


Photobucket


"Broth"


Photobucket



"Leek & Potato soup"



Photobucket


ได้ฝึกทำ Pie แบบที่เป็นอาหาร ไม่ได้เป็นเบเกอรี่...


"Beef Pie"



Photobucket



"Beef Stew"



Photobucket



"Pot Roast"



Photobucket



"Sponge cake"



Photobucket



"Stovies"



Photobucket



นอกจากอาหารแล้ว ก็ได้ฝึกถักนิตติ้ง แม่สามีก็สอนอีก
ตอนนี้ก็เริ่มทำจากแบบง่ายๆ
ไปก่อน
แล้วจะถ่ายรูปความคืบหน้ามาให้ดู ^_^



ช่วงว่างก็เล่นเกมส์ Wii กัน
เป็นการออกกำลังกายอีกรูปแบบนึง เป็นกิจกรรมสำหรับ

ครอบครัวอย่างดีทีเดียว


วันนี้ขอเล่าแค่นี้ก่อนละกัน พรุ่งนี้จะมาเม้าท์ต่อ ^_^


ปล สำหรับ email เพื่อนๆ ที่ส่งมา จะทยอยเช็คพรุ่งนี้
ขอบคุณนะคะสำหรับข่าวสาร เรื่องราว
ต่างๆ
ที่ส่งมาแชร์น่ะ รูปงานพระราชทานเพลิงศพ สวยมากๆ



Royal Mile & Sightseeing bus @ Edinburgh


... มาเล่าต่อนะ ^_^

หลังจากเที่ยวปราสาทแล้ว เดินออกมาจากบริเวณนั้น
ก็จะเป็นถนน Royal Mile ซึ่งเป็นถนนยอดฮิตของ

นักท่องเที่ยว เพราะมีร้านขายของที่ระลึกมากมาย
มีความเป็นสก็อตของแท้ ตึกที่อยู่บริเวณนั้น ก็มีความ

เก่าแก่ มีสถาปัตยกรรมที่สวยงาม มีร้านน่าสนใจมากมาย


เริ่มจากที่นี่เลย ...

เป็น ร้านขายผ้าลายสก็อต พร้อมของที่ระลึก
แต่ที่แตกต่างจากร้านอื่น ก็ตรงที่ร้านนี้เค้าทอผ้าเอง ทำเอง

ไม่ได้ซื้อมาขาย เข้าไปดูข้างใน เห็นเครื่องทอกำลังทอกันอยู่เลย

Photobucket


Photobucket


จากนั้นก็ไปชิมวิสกี้ของสก็อตกัน ตึกนี้ใหญ่ทีเดียว


Photobucket


ด้านหน้าตึก
(The Scotch Whisky Experience)



Photobucket


เดินเข้าด้านใน ผ่านประตูวน


Photobucket

ด้านใน บริเวณทางเดิน จะมีภาพการผลิต ที่มาของวิสกี้ให้ดู
แล้วก็มีโปรแกรมพาชมบริเวณด้านในที่เค้าผลิตด้วย

แต่เนื่องจากใกล้จะกลับแล้ว เลยไม่มีโอกาสได้ไปดู

Photobucket

บริเวณโซนขายวิสกี้ ที่เห็นเป็นตัวเลขแต่ละช่องนั้น
ก็เพื่อแยกประเภทของวิสกี้ ในร้านจะมีป้ายบอกว่าวิสกี้

ชนิดไหนอยู่หมายเลขอะไร เวลาคนไปซื้อก็จะได้เดินไป
ณ ช่อง นั้นๆ ได้เลย


Photobucket

(เห็นเลข 50 แล้วก็ต้องให้นึก โอ้โฮ ว่า
วิสกี้นี้มีมากกว่า 50 ชนิด เลยเหรอเนี่ย)


Photobucket

ได้มีโอกาสชิม เป๊กน้อยๆ แค่ดมกลิ่น
มันก็ผ่านทะลุทะลวงจมูกไปถึงลำไล้แล้ว พอชิมรสชาติก็ใช้ได้
แต่จะ
ให้ดีผสมกับ lemonade นะ ซาบซ่าเลยทีเดียว

Photobucket



หลังจากดื่มด่ำกับการชิม (แต่ไม่ซื้อ) แล้ว ก็เดินหน้าต่อ


บริเวณถนนด้านหน้า มองขึ้นไปด้านบน
ตึกสูงขนาบสองข้างทาง แทบมองไม่เห็นท้องฟ้า



Photobucket


ร้านตรงมุมถนน แถวย่านช็อปปิ้ง
แสงส่องพอดี ร้านนี้เลยสะดุดตาคนทั่วไป


Photobucket


ตัวอย่างของที่ระลึกในตู้โชว์


Photobucket


ร้านนี้ขาย Kilt

(เป็นเหมือนกระโปรงที่ชาวสก็อตนุ่ง แต่เค้าจะเรียก kilt ไม่ใช่ skirt)

ถ้าเป็นผ้า ที่ยังไม่ได้นำไปทำเป็นเสื้อผ้า จะเรียกว่า Tartan


Photobucket

ร้านนี้มีของขายมาโชว์ซะเต็มหน้าร้านเลย
ผ้าห่ม ผ้าพันคอ หมวก ลายสก็อตเยอะมาก


Photobucket

(แต่ละสีของผ้าสก็อต บ่งบอกถึงสีของแต่ละตระกูล
แต่ละตระกูล ก็จะใส่ kilt สีไม่เหมือนกัน เช่น มีสีแดงหม่น สีม่วง

สีเขียว และอื่นๆ อีกมากมาย)

Photobucket


ปี่สก็อต

(ถือโชว์ แต่เป่าไม่เป็นหรอก)


Photobucket


Photobucket


ตู้โทรศัพท์สีแดง
เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ UK



Photobucket


Photobucket


เดินมาซะนาน มาพักขาตรงนี้แหละ
แต่หนาวมากๆ ลมแรง แถมไม่มีที่กำบังด้วย แต่ยังดีที่ได้นั่งพัก


Photobucket



Photobucket


Photobucket


เมื่อช็อปปิ้งแล้ว เมื้อย และก็ใกล้เวลากลับบ้านแล้ว
ก็ถือโอกาสนั่งรถชมเมืองซะเลย


Photobucket


ตึกสูงตลอดสองข้างทาง


Photobucket


Photobucket


Photobucket



ชอบตึกนี้ สีสวย ตัวตึกก็ไม่เหมือนใคร


Photobucket


ใกล้คริสต์มาสแล้ว บางตึกก็เริ่มมีการประดับตกแต่งกันแล้ว



Photobucket



Scott Monument


Photobucket



Photobucket


บรรยากาศบนรถ หนาวมาก!!!
ถ้าเป็นหน้าร้อนจะดีมาก แต่ก็คงจะอีกความรู้สึกนึง



Photobucket


ตึกนี้ไม่รู้มันมีกี่ห้อง ใหญ่โตมโหฬาร


Photobucket


ต้นไม้หลากสีในฤดูใบไม้ร่วง



Photobucket


Photobucket


Photobucket


ปราสาท Edinburgh ยามค่ำคืน


Photobucket


Photobucket


ดูภาพบรรยากาศในเมือง Edinburgh ไปแล้ว
คงจะได้พักสายตาจากงานกันบ้างนะ ถ้ามีโอกาสได้ไป

เที่ยวที่ไหนอีก จะเก็บภาพมาฝากจ้า ส่วนเรื่องต่างๆ ในอังกฤษ
ก็ยังมีให้เล่าอีกมากมาย แล้วจะทยอย
เล่าให้ฟัง

ใกล้ Xmas ปีใหม่แล้ว วันเสาร์-อาทิตย์ เข้าห้างสรรพสินค้า
คนเยอะสุดๆ ของขวัญก็เยอะ แต่ช่วงที่น่าซื้อที่

สุดก็จะเป็นช่วงหลัง Xmas เพราะจะลดราคากันกระหน่ำ

วันพรุ่งนี้พ่อกับแม่สามีจะมาเที่ยวที่บ้าน คงอยู่หลายวันเลย
(คราวนี้คงจะได้ฝึกทำอาหารฝรั่ง อีกหลายอย่าง
^_^)
ไม่รู้ว่าจะได้มีโอกาสมาเปิดคอม รับ mail
ส่ง mail ถึงทุกๆ คนรึเปล่า ยังไงก็ขอให้มีความสุข
สุขภาพ
แข็งแรงนะจ๊ะ