1 เดือนในอังกฤษ (ตอน เบื้องต้นเรื่องที่อยู่อาศัย)


สวัสดี ทุกๆ คน ค่ะ ^_^

ตามที่สัญญาไว้ ว่าจะเล่าประสบการณ์เมื่อมาอยู่ที่นี่ได้ 1 เดือน
แล้วมีอะไรเปลี่ยนแปลง
ไปในชีวิตบ้าง หรือ
การเปลี่ยนแปลงในความเป็นอยู่ ที่อยู่อาศัย อาหารการกิน ตลอดจน

สิ่งต่าง ๆ รอบตัวในแต่ละวัน แยกเป็นแต่ละหัวข้อละกันนะ

ปล การเปรียบเทียบนี้เป็นการเปรียบเทียบจากสิ่งที่เปิ้ลเคยเป็นอยู่
ที่เมืองไทย และเปรียบกับ
เมืองที่อยู่ในตอนนี้
ซึ่งก็อาจจะไม่เหมือนกับ London
อีกอย่างคือ เพื่อนๆ คนอื่น อาจจะมี
ประสบการณ์ในเืมืองไทย
ที่ต่างจากเปิ้ลด้วยเหมือนกัน ยังไงก็ลองอ่านดูนะจ๊ะ



1. ที่อยู่อาศัย บ้านเรือน

บ้านที่นี่จะอยู่กันเป็น estate คือ อยู่กันเป็นกลุ่ม พอพ้นช่วง estate
ก็จะไม่ค่อยเป็น
บ้านคน ห่างไปอีกหน่อย ก็จะเป็นอีก estate นึง
ซึ่งก็เป็นกลุ่มบ้านคนอีกกลุ่มนึง แต่ที่

เมืองไทย ดูจะอยู่ไปซะทุกที่ที่เป็นพื้นที่ครอบครองได้

บ้านที่นี่ก็จะไม่มีรั้ว กำแพงก็จะเป็นอิฐแดงๆ แต่ถ้าใน scotland
จะออกสีเทาๆ บ้านที่นี่
ถ้าเป็น estate เดียวกัน ก็จะมีรูปร่าง
ลักษณะเหมือนๆ กัน คือ สร้างแบบเดียวกัน ในเวลาใกล้
เคียงกัน
แต่ใครจะเพิ่มเติมยังไงก็ค่อยไปเพิ่มทีหลัง


บางทีถ้าจะต่อเติมห้องเพิ่มเข้าไปในพื้นที่สวน ก็ต้องถามคนข้างบ้าน
ก่อนว่าโอเคมั๊ย เพราะห้อง
ที่เราเพิ่มก็อาจจะไปบดบังแดด
ที่จะเข้าไปบ้านเค้าได้ เพราะที่นี่ ต้องการแดดมากๆ โอกาสน้อย

จะมีแดดน่ะ แต่ summer นี่มีเกือบทุกวัน ^_^


Photobucket

ใน estate ก็จะมีถนนหลายๆ ถนนเข้าไปยังบ้าน ในแต่ละถนนเล็กๆ
ก็จะมีบ้านอยู่ใกล้ๆ กัน
หลายๆ หลัง


ภาพนี้ก็จะเป็นบ้านที่อยู่ใน estate เดียวกัน


Photobucket


ภาพนี้ จะมีป้ายบอกถนน ใน estate



Photobucket



2. บ่งบอกที่อยู่

ตอนมาแรกๆ งงมากเรื่องบ่งบอกที่อยู่ เพราะเคยชินกับการจ่าหน้าซอง
แล้วก็การเรียกตำแหน่ง
ที่อยู่ของเราตามแบบประเทศไทย

- เมืองไทยเรา เวลาจ่าหน้าซองถึงใคร ที่อยู่ ก็จะเป็น
บ้านเลขที่ ซอย หมู่ ถนน ตำบล อำเภอ จังหวัด

รหัสไปรษณีย์

- ที่อังกฤษ บ้านเลขที่ ถนน (drive, district, road) ,
estate, town (city), county, ประเทศ, รหัสไปรษณีย์



จากรูปแผนที่ที่เห็น จะเป็น county ทั้งหมดในอังกฤษ
จะสังเกตว่าจะไม่มีชื่อเมือง ดังๆ

จากทีมฟุตบอล ที่เราเคยรู้จัก เพราะ county จะใหญ่กว่า
ครอบคลุมเมืองดังๆ เหล่านั้น



Photobucket

เช่น

- นิวคาสเซิล จะอยู่ใน county - Tyne and Wear อยู่ใน region north east

- ส่วน manchester city จะอยู่ใน county - Greater Man
(greater manchester)
region เป็น north west

- สำหรับเมือง liverpool จะอยู่ใน county - Mersey side


ส่วนรูปด้านล่างนี้เป็น region เปรียบกับเป็นภาคของเมืองไทย



Photobucket


แผนที่นี้จะแสดง city เมือง ดังๆ ต่างๆ



Photobucket


เวลาดูพยากรณ์อากาศก็จะเห็นแผนที่คล้ายๆ แบบนี้ แสดงเมืองดังๆ


หลังจากรู้จักสภาพที่อยู่ แล้วก็การระบุที่อยู่ การเรียกชื่อ แล้ว
ต่อมาก็ต้องมาเรียนรู้สิ่งต่างๆ ในบ้าน


ต่อไปจะเล่าถึงเรื่องสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น น้ำ ไฟ heater gas
การทิ้งขยะ พรมในบ้าน การล้างจาน
ซักผ้า ตากผ้า
รวมถึง เวลาดูทีวี ที่นี่ มือก็จะคลิกเปลี่ยนช่องได้ทั้งวัน
เพราะมีกว่า 100 ช่องสถานี !!!


แต่ใครที่มี UBC ที่บ้าน ก็อาจจะมีช่องสถานีเยอะเหมือนกัน
แต่ไม่รู้ว่ากี่ช่อง ที่บ้านไม่มีอ่ะ 55


^_^

แล้วเจอกันใหม่ค่ะ

~ Apple ~



แปลงดอกไม้หลังบ้าน


สวัสดีค่ะทุกๆ คน

หลังจากหายไปนาน วันนี้กลับมาเป็นปกติแล้วค่ะ ทุกอย่างกลับสู่สภาวะเดิมแล้ว 55 ประมาณ 2 อาทิตย์ได้มั๊งไม่มีเวลาเม้าท์ทาง email กับเพื่อนๆ เลย ทุกคนสบายดีนะคะ เปิ้ลสบายดีค่ะ แม่สตีฟมาทำอาหารอร่อย รู้สึกว่าน้ำหนักจะขึ้นอีกแล้ว เพิ่งลดไปได้ไม่นาน 55

ตื่นมาวันนี้ก็ซักผ้า ซักผ้าปูที่นอน อาทิตย์ละครั้ง อาหารเ้ช้าก็ขนมปังปิ้งกับชา ไม่มีอะไรมาก อาหารพื้นๆ แต่ตอนเย็นจะมีอาหารรอไว้เพียบ เพราะแม่สตีฟทำเผื่อไว้ให้แล้วแช่แข็ง เมื่อวานก็กินลาซานญ่า อร่อยดี เปิ้ลทำลาซานญ่าได้แล้วนะ ไม่ยากเลย มีเตาอบอันเดียว ทำอะไรก็ได้ดังใจ อิ อิ

ติดไว้่ว่าจะเล่าอะไรตั้งหลายอย่าง แต่ยังไม่มีเวลาเรียบเรียง วันนี้มาทักทายก่อน ขอบคุณ mail ของทุกๆ คนที่ส่งมาทักทาย ขอโทษด้วยนะคะ หากไม่ได้ reply น่ะ คิดถึงทุกคนตลอดค่ะ

ตอนนี้มีแปลงดอกไม้เป็นของตัวเองแล้วนะ ช่วงนี้เป็นช่วงที่ดอกไม้สวย ถ้าพ้นช่วง summer นี้ไป ก็ไม่ได้เห็นสีสันของดอกไม้แล้วหละ เพราะจะเป็นหน้าหนาวแล้ว แต่ก็อีกหลายเดือน ราคาดอกไม้ที่นี่ ซื้อมาประมาณ 100 บาทขึ้นไป ต่อต้น แต่ถ้าเป็นต้นเล็ก ก็ 40-60 บาท ต้องรดน้ำทุกเย็น บางวันก็ลืมบ้าง แต่ไม่บ่อย เพราะชอบรดน้ำต้นไม้









มาได้ 1 เดือนแล้วก็คุ้นเคยกับที่นี่แล้วล่ะ รวมถึงอากาศด้วย อุณหภูมิตอนนี้ก็ประมาณ 22 องศาค่ะ ไม่หนาวเลย เมื่อเทียบกับเปิดแอร์ที่ 25 องศา แล้วต้องใส่ jacket นั่งทำงานเหมือนเมื่อก่อน 55

วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะคะ แล้วจะทยอยส่ง mail มาเล่าเรื่องต่างๆ อีกค่ะ มีหลายเรื่องเลย อ้อ..วันศุกร์นี้จะไปสัมภาษณ์งานอีกที่นึงแล้ว ก็มีแต่ได้ไปสัมภาษณ์น่ะนะ ยังไม่มีโอกาสได้ทำงาน 55 สงสัยคงต้องสนุกกับการไปสัมภาษณ์งานอีกนาน เหอะ เหอะ ก็ดีค่ะ มีโอกาสได้พบปะผู้คน ได้เดินทางไปไหนต่อไป หลายที่ หลังจากสัมภาษณ์จะไปดูสตีฟเล่น squash กับเพื่อนในตัีวเมืองนิวคาสเซิล ไม่ไกลจากที่สัมภาษณ์ จะแอบถ่ายรูปเพื่อนสตีฟมาให้ดู เป็นคนฝรั่งเศส ยังไม่เคยเจอเหมือนกัน ^_^

ปล จากรูปบางคนอาจจะ comment ว่า ทำไมแปลงดอกไม้ ถึงได้มีมอสเขียวๆ เกาะเยอะจัง หลังจากถ่ายรูปนี้ ก็ได้จัดการทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วค่ะ ใช้แรงดันน้ำฉีดแป๊บเดียวก็ออกได้อย่างง่ายดาย แต่เปลืองน้ำน่าดูเลย ซึ่งตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่า ค่าน้ำ
คิดเท่าไหร่ ยังไง เอาไว้จะหาข้อมูลมาเล่า ในตอน cost of living ให้ฟังนะ ^_^

พูดถึง cost of living แล้ว เมื่อเทียบกับเงินเดือนของทางนี้ก็อาจจะพอหยวนๆ ไปบ้าง เช็ค rate เงินเดือนเริ่มต้น สำหรับงานใหม่ ก็ประมาณ 25K ปอนด์ ต่อปี ราวๆ 1.6Mบาท หรือ 150,000 ต่อเดือน แต่ค่าใช้จ่ายสิ เดือนนึงประมาณ 30,000 - 50,000 บาทได้ ไม่รวมค่าน้ำ ค่าไฟนะ

ต่อมาซะยาว เอาไว้ต่อฉบับหน้านะจ๊ะ วันนี้ไปก่อนล่ะ บ๊าย บาย ค่ะ

Apple

Alnwick Garden



สวัสดีค่ะ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกคน


ดีใจมากเลยค่ะที่วันนี้ได้มีโอกาศเปิดคอม เพื่อส่ง mail หาทุกๆ คน
เหมือนทุกๆ ครั้ง
ที่ผ่านมา คิดถึงทุกๆ คนมากนะคะ มันบอกไม่ถูกว่า
แค่เพียงได้ส่ง mail ก็รู้สึุกว่าได้พูด
คุยกันทุกวัน
แต่พอไม่ได้ติดต่อมันเหมือนอยู่ไกลกันมากๆ เลย


ที่หายไปไม่ได้ไปไหนหรอกค่ะ แต่ว่าไม่มีเวลาว่างเลยแหละ
ไม่ใช่เพราะไปทำงานหรอก
นะคะ เรื่องงานที่ไปสัมภาษณ์ไม่ผ่านค่ะ
เค้ามีจดหมายมาที่บ้าน ขอบคุณสำหรับกำลังใจ

จากทุกคนนะคะ จะพยายามต่อไปค่ะ
วันศุกร์นี้ก็มีสัมภาษณ์อีก เป็น Quality engineer ค่ะ

ก็ไปเรื่อยๆ แต่ 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา ไม่ได้เข้าไปเช็คหางานเลย
ลืมไปเลยว่าอยากทำงาน 55


เรื่องของเรื่องคือ พ่อกับแม่ของสตีฟมาที่บ้าน มีแมวมาด้วยอีก 1 ตัว
ชื่อ Lucky มาได้ประมาณ

2 อาทิตย์แล้วล่ะ เหตุที่พ่อกับแม่สตีฟมา ก็เพราะว่า
พ่อของสตีฟ เค้าจะไปร่วมงานโชว์

เฮลิคอปเตอร นานาชาิติ ที่ น็อตแทมตัน วันนี้น่ะ ก็เลยมาก่อน
พ่อเค้าเล่นเฮลิคอปเตอร์บังคับ


เมื่อมาถึงกิจกรรมในบ้านก็เปลี่ยนไป เหอะ เหอะ เปิ้ลได้เรียนรู้งานในบ้าน
อุปกรณ์เครื่อง
ใช้ทุกๆ อย่าง แล้วที่สำคัญ คือเรื่องฝึกทำอาหาร
ตอนนี้ทำอาหารฝรั่งได้หลายอย่างมากเลยค่ะ

เอาไว้จะเขียนมาเล่าอีก mail นึงหลังจากที่มีเวลาปลีกตัวมาได้
พร้อมกับ การเปลี่ยนแปลง
ชีวิตความเป็นอยู่หลายๆ อย่าง
เมื่อเทียบกับเมืองไทย อ้อ แล้วก็ cost of living ของที่นี่เมื่อ

เทียบกับเมืองไทย ให้เพื่อนๆ ไว้อ่านเล่น
สำหรับเวลา 1 เดือน กับอีก 3 วัน เมื่อมาถึงอังกฤษ


ขอบคุณสำหรับความคิดถึงและเป็นห่วง สบายดีค่ะ ซักพักก็จะส่ง mail
ติดต่อไ้ด้เหมือนเดิม

55 ขอโทษด้วยนะที่หายไปแบบไร้ร่องรอยมาหลายวัน

แล้วเจอกัน mail หน้านะคะ

มีแถม เมื่อ 2 วันก่อนไปเที่ยว Alnwick Garden มาค่ะ เอารูปมาให้ดูกัน
ไปกัน 3 คน
พ่อ แม่ ลูก (พ่อ แม่ สตีฟ เค้าน่ะ 55)
ตอนพิมพ์ mail แม่เค้ารู้ เค้าบอกฝาก say hi

ไปถึงทุกๆ คน ด้วย


Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket


ช่วงนี้เป็น summer เป็นฤดูท่องเที่ยว ดอกไม้มีเยอะหลากหลายสีมาก
คนจะไปกันเยอะ
แล้วก็ร้อนเค้า เค้าก็เล่นน้ำกันส่วนเรา
ก็กำลังสบาย เอาไว้จะมาเล่าเรื่องการปรับตัว

กับอากาศ ซึ่งตอนนี้ถือว่าสบายมากเลย

Apple


ประสบการณ์เดินทางไปสัมภาษณ์งาน ตอน 3 สุดท้าย



มาต่อตอนจบกันจ้า

หลังจากที่ใช้เวลาออกจากบ้าน เดินมาขึ้นรถไฟ ก็ประมาณ 10 นาที นั่งรถไฟไปอีกประมาณ 25 นาืีที นั่ง Metro อีกประมาณ 25 นาที รวมแล้วก็ประมาณ 1 ชั่วโมง แต่้ถ้ารวมเวลาที่รอรถไฟแล้วละก็ ใช้เวลาไปเกือบชั่วโมงกว่า หลังจากที่ลง Metro แล้วตอนนั้นเป็นเวลาประมาณบ่ายโมง ซึ่งก็เหลืออีกแค่ 1 ชั่วโมงก็จะถึงเวลาสัมภาษณ์แล้ว ตอนออกจากบ้านกะว่าจะเหลือเวลาพักหายใจซะหน่อย

Photobucket

เมื่อเดินมารอรถบัส ต้องใช้เวลานานพอสมควร ประมาณ 25 นาที กว่าจะมาแต่ละคัน ใจก็กระวนกระวาย เพราะยังไม่เคยนั่ง อีกอย่างก็จำทางไม่ได้แล้วว่าจะไปบริษัทยังไงจากตรงจุดจอดรถบัส ยังไงก็ต้องรอ รอไปได้ซักพักประมาณ บ่ายโมงสิบห้า ไม่ได้ละ จะต้องถามคนแถวนั้นว่าจะมีรถบัสมาแน่นะ เพราะดูจากตารางเวลา มันควรจะมาได้แล้ว ก็เลยเดินไปถามสองสามี ภรรยา ที่ยืนอยู่ อายุประมาณ 50 ขึ้นไปนะ

ตอนแรกก็ถามก่อนทางนี้จะไป New York Industrial Estate ใช่มั๊ย เ้้ค้าก็บอกว่าใช่ เพราะเค้าก็จะไปเหมือนกัน ก็เลยรู้สึกอุ่นใจ แต่ซักพัก เห็นเค้าคุยกัน 2 คน แล้วเค้าก็บอกว่าจริงๆ แล้วเค้าจะไป New York Estate ซึ่งเป็นย่านใกล้ๆ กัน แต่เป็นโซนที่คนอาศัย ไม่ใช่ในโซนที่มีบริษัท แต่เค้าบอกใกล้ ๆ กัน เดี๋ยวลงกับเค้าก็ได้ พอได้ยินมันรู้สึกความกังวลใจลดลง มีเพื่อนลงด้วย แล้วเปิ้ลก็บอกเค้าว่าจะไปสัมภาษณ์งานที่บริษัท Freudenberg เวลา บ่าย 2 โมง กลัวไม่ทันจังเลย เค้าก็บอกว่าทันๆ

ซักพักรถบัสก็มาจอด

Photobucket

เมื่อขึ้นไปแล้วก็จ่ายตังค์ โดยบอกสถานที่ที่จะไป พอดี 2 คนที่ขึ้นมาด้วยเค้าบอกให้ เราก็แค่วางเงิน แล้วก็รอรับ slip ค่าโดยสาร ค่าโดยสารประมาณ ปอนด์กว่าๆ ก็ 70-80 บาท

Photobucket

นั่งไปได้ซักพักประมาณ 5 นาทีได้ ก็ลง จริงๆ แล้วรถบัสคันนี้มันผ่านบริษัทด้วย แต่ว่าเค้าไม่รู้ ก็เลยพาเราลงก่อน แล้วก็เดินต่อ เดินไปประมาณ 10 นาทีได้ ระหว่างที่เดินก็คุยกันไปรู้สึกขอบคุณเค้ามาก ที่เค้าไม่ทิ้ง พาเดินไปส่งที่บริษัทอีก ทั้งๆ ที่โดยทั่วไปแล้ว เค้าพาลงแล้ว
ก็แยกกันไป แต่นี่เค้าเดินไปส่งจนถึงหน้าบริษัท แล้วแถมยังอวยพรให้เรากับการสัมภาษณ์อีกด้วย รู้สึกขอบคุณ แล้วก็อบอุ่นมาก อันนี้แหละ ที่บอกเค้า รู้สึกว่าไม่ใช่คนอังกฤษทุกคนที่จะหยิ่งนะ

หลังจากที่มาถึงหน้าบริษัทแล้ว ก็แยกกัน เปิ้ลหันกลับไปดูเค้า 2 คน เค้าก็ัยังคอยมองเปิ้ลดูก็โบกมือให้กัน เปิ้ลเดินไปที่จุดตรวจ บอกเค้าว่ามาสัมภาษณ์งาน ชื่อ Mrs Robb ติดต่อ HR manager เค้าก็โทรศัพท์ไปถาม ซักพัก เค้าก็บอกเราว่า ไม่ใช่ตรงนี้ ให้เดินไปอีกที่หนึ่ง อ้าว เอาแล้วล่ะสิ นี่ก็ใกล้เวลาแล้วด้วย ก็เลยรีบเดินอย่างเร็ว บริษัทที่นี่เค้ามีโรงงานประมาณ 3 plants แต่ก็อยู่ใกล้ๆ กัน ตรงข้ามกัน

เมื่อเิดินเข้าไปก็เห็นป้ายบริษัท Freudenberg คู่กับ NOK บางคนคงจะเคยไ้ด้ยิน NOK ที่เมืองไทย บริษัทนี้เค้าเป็นเครือกัน โดย Freudenberg ถือหุ้นมากกว่า เค้าผลิต seal ให้กับรถยนต์ BMW แล้วก็มีบริษัทลูกที่เมืองไทยด้วยนะ ที่รู้ก็เพราะก่อนไปก็เปิด website
บริษัทเค้าดู

เมื่อเข้าไปข้างใน มันไม่มี lobby ก็ไม่รู้จะถามใคร เห็นคนเดินแถวนั้นก็ถาม แต่เค้าบอกว่าเค้ามาส่งของ ให้ลองเดินไปถามอีกห้องนึง ก็เลยเดินเค้าไป บรรยากาศข้างใน เงียบเชียบ เรา say hello ไปประมาณ 2-3 ครั้ง เค้าก็หันมามอง แล้วก็มีผู้หญิงคนนึงเดินมาหา ก็บอกเค้าว่ามาติดต่อ HR manager เค้าก็เลยพาเดินออกมาจากห้องนั้น มาตรงบริเวณที่เปิ้ลเข้ามาตอนแรก เค้าก็มาโทรศัพท์หา HR manager ก็ไม่ติด

..... ซักพักก็มีผู้ชายสูงโปร่ง หน้าตาดีเชียว ฝรั่งๆ แถมดูแล้วอายุก็ไม่มากเลย ใส่เสื้อสีฟ้ามี logo บริษัทที่กระเป๋าเสื้อ เดินเข้ามายิ้มๆ แล้วก็บอกกับผู้หญิงคนที่มากดโทรศัพท์ว่า เราไปติดต่อเค้า จากนั้นก็จับมือ ทักทาย แล้วเค้าก็พาเดินขึ้นบันไดเข้าไปในห้องสัมภาษณ์ ห้องก็ไม่ใหญ่มาก มีโต๊ะตรงกลางห้อง แล้วก็เก้าอี้ประมาณ 5-6 ตัว

เราก็นั่งตรงข้ามกัน ในมือเค้าถือเอกสารอยู่ปึกนึง เราก็ถามว่าต้องการเอกสารอะไรจากเรามั๊ย เค้าก็บอกว่าไม่้ต้อง แล้วเค้าก็เปิดฉากลุยเลย เค้าก็เล่าบริษัทของเค้าทำอะไรบ้าง มีกำไรเท่าไหร่ ผลิตอะไร ส่งที่ไหน งานที่เค้ารับผิดชอบมีอะไรบ้าง บรา บรา บรา เราก็นั่งฟังไปเค้าก็ถามว่าได้เปิด website บริษัทดูมั๊ย โชคดีที่ได้มีเวลาไปเปิดดูก็เลยคุยกับเค้าได้

จากนั้นเค้าก็เอา organization ของเค้ามากางให้ดู ตอนแรกเราก็ไม่รู้หรอกว่าเค้าเป็นใครพอเค้าอธิบาย แล้วบอกว่าเค้าอยู่ตรงนี้ เราเห็นชื่อ ก็เลยรู้เลย อ้าว Manager Business Unit นี่หว่า เริ่มตื่นแล้วเรา

จากนั้นยิ่งตื่นเต้นกว่า เค้าก็เอากระดาษมาประมาณ 3 แผ่น เค้าบอก ตอนนี้เค้าจะมีคำถามให้ตอบ เอาล่ะสิ จะถามอะไรวะ แต่ก็ใจสู้ แผ่นแรก เค้าหยิบ CV ที่เราส่ง mail ไป แล้วก็ให้เราเล่าประสบการณ์การทำงานตามใน CV ที่เราเขียน คงอยากเช็คมั๊ง ว่าเรารู้เรื่องตามที่เราเขียนไปรึเปล่า เมื่อเล่าเสร็จแล้ว เค้าก็มีคำถามอื่นอีก เช่น เคยปรับปรุงงานอะไรบ้างใช้เทคนิคอะไร ในการปรับปรุง มีทฤษฎีอะไรบ้างที่รู้จัก แล้วก็ใช้มา ในการทำงานมีปัญหาการทำงานกับคนอื่นๆ มั๊ย มีปัญหากับ manager บ้างมั๊ย ทำงาน co กับหลายๆ แผนกแล้วทำอะไรบ้าง เป็นยังไง หลายคำถามเหมือนกัน แ้ล้วเค้าก็จดโน็ตลงบนกระดาษเค้า

ซักพักก็มีผู้หญิงอีกคนเค้ามาสมทบ ก็มา่ช่วยสัมภาษณ์ถามคำถาม รู้สึกว่าเค้าคล่องมากนะแล้วก็แม่นทฤษฏีด้วย หลังจากจบคำถามเค้าก็ให้เราถามกลับ ว่าอยากถามอะไรมั๊ย เราก็ถามทั่วๆ ไป แล้วก็ถามว่าคิดยังไงกับประสบการณ์การทำงานของเรา แล้วก็การสัมภาษณ์เค้าบอกประสบการณ์เราก็ตรงกับที่เค้าอยากได้ process engineer แต่ยังไงจะรออีก 2 อาทิตย์ ถ้าผ่านก็จะไปสัมภาษณ์ีอีกรอบ

รวมเวลาสัมภาษณ์ก็ประมาณ 1 ชั่วโมง

เมื่อสัมภาษณ์เสร็จคนผู้หญิงที่มาร่วมสัมภาษณ์ เค้าก็เดินออกมาส่งตอนกลับ

จากประสบการณ์ครั้งนี้ ผลจะเป็นยังไงก็ถือว่าเป็นโอกาสอันดี แม้จะไกล รู้สึกลำบาก แต่ก็ดีที่ได้มาพูดโต้ตอบ สัมภาษณ์ต่างแดน ภาษาอังกฤษล้วนๆ ต้องพูด ต้องแสดง ทุกอย่าง ที่เรามีความสามารถ แต่วันนั้นก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้สึกภาษาอังกฤษมันไหลลื่นผิดปกติ อาจจะเป็นเพราะว่า พูดในสิ่งที่รู้ และมีประสบการณ์ก็ได้

อ้อ ตอนกลับก็ยังไม่ surprised อีก ตอนรอรถบัส ก็เห็นผู้หญิงผมดำ ต้องเป็น asian แน่นอนแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร จนเค้าทักก่อน ว่า where're you from? เราบอก Thailand จากนั้นแหละ ผู้หญิงคนนั้นเค้าก็พูดไทยเลย เค้าบอกเค้ามาได้ 4 เดือนละ มาทำงานในร้านอาหารแถวนั้น เราไม่พูดอะไร นึกในใจ หนูมาได้แค่ 2 อาิทิตย์เองอ่ะ ก็บอกเค้ามาสัมภาษณ์งาน เ้ค้าก็บอกถ้าเราได้ไปแถวนั้นอีก ก็ไปที่ร้านเค้า เค้าทำงานในครัว จากนั้นก็แยกย้ายกัน

........

อย่างที่บอกล่ะนะ ตอนนี้สุดท้ายแล้วแหละ แต่ก็ไม่สุดท้ายสำหรับเรื่องต่างๆ ที่จะมีเล่าให้ฟังเรื่อยๆ ตอนนี้ก็ยังพยายามหางานอยู่เรื่อยๆ งานบ้านก็ไม่ได้ขาด ^_^

ขอบคุณทุกๆ คน สำหรับกำัลังใจที่ดีเสมอมา แล้วก็อยากบอกทุกๆ คนว่า อย่าบ่น อย่าเบื่อกับงานเลย เพราะว่าสิ่งเหล่านี้แหละ มันจะเป็นประสบการณ์แล้วก็จะนึกถึงว่าัมันมีค่ายิ่งตอนไปสัมภาษณ์งานนี่แหละ งานทุกชิ้นมีค่าเสมอ

ประสบการณ์เดินทางไปสัมภาษณ์งาน ตอน 2



ต่อตอนที่ 2 กันจ้า

หลังจากที่ขบวนรถไฟจอดที่สถานี Newcastle Central Center แล้ว ทุกๆ คนก็เดินเข้าไปในอาคาร สตีฟ บอกว่า ให้เดินตามเค้าไป เพราะทุกคนที่ลงที่นั่น จะเดินเข้าอาคารเพื่อออกไปยังด้านนอกเมือง newcastle หรือไม่ก็ต่อรถไฟคันอื่น หรือไม่ก็ต่อ Metro
ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เราต้องการหาอยู่เลย

สภาพภายในอาคาร

Photobucket


ขอนำภาพบางส่วนของด้านนอกอาคารของเมือง newcastle ให้ดูก่อน

Photobucket

ด้านนอกของสถานีรถไฟ

Photobucket

Photobucket


ใน central center มันจะมีจุดจอด จุดขึ้นรถไฟ อยู่ 12 จุด ถ้าเราจำไม่ผิด ตอนเราลงรถไฟ มันเป็นชานชาลาที่ 7 แต่ละชานชาลาก็ไม่ไกลกัน เราเคยไปสำรวจวันก่อนว่าแต่ละชานชาลามันอยู่ที่ไหนบ้าง เผื่อว่าเวลาเรากลับ เราจะได้ไปรอได้ถูก ซึ่งก็พอรู้แล้ว

เมื่อเดินเข้ามาในอาคารได้แล้ว ก็จะเดินไปเข้่าทางที่จะไปต่อ Metro หาเจอไ้ด้ไม่ยากโชคดีที่มันไม่ซับซ้อนมาก เห็นป้ายตัว M ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ Metro ได้โดยง่าย

Photobucket

Photobucket

Metro มันก็เหมือนรถไฟฟ้าบ้านเรา แต่ว่ามันไม่ลอยฟ้า เลยไม่ใช่ sky train แต่มันวิ่งบนรางเหมือนรถไฟธรรมดา แ่ต่เร็วกว่ารถไฟมาก

Photobucket

Photobucket


ตอนแรกเห็นเส้นทางเดินของมันแล้ว งงมาก ว่าชั้นจะต้องขึ้นขบวนไหน แล้วมันวิ่งไปทางไหนกันเนี่ย


อันนี้เป็นเส้นทางเดิน

Photobucket

ดูเส้นทางที่เป็นเส้นสีเหลือง เริ่มจาก central center จะไป Shiremoor โดยขึ้นขบวนที่ผ่าน the coast

หลังจากที่รู้เส้นทางเดินแล้ว ก็รู้ว่าจะต้องซื้อตั๋วราคาเท่าไหร่ เพราะในแผนที่จะบอกว่าไปโซนนี้ ต้องจ่ายเท่าไหร่ เวลาซื้อตั๋วก็ไปซื้อที่เครื่องอัตโนมัติ มันจะรับแต่เหรียญ เวลาเรามีเป็นแบ้งค์ เราก็ไปที่เครื่องแลกเหรียญ ใส่แบ้งค์เข้าไปมันก็ออกมาเป็นจำนวนเหรียญเท่ากับจำนวนเงินนั้น

Photobucket

Photobucket

หลังจากซื้อตั๋วได้แล้ว อันนี้ก็เป็นลักษณะของตั๋ว ไม่อลังการงานสร้าง เหมือนตั๋วรถไฟฟ้าบ้านเรา

เมื่อได้ตั๋วแล้วก็เดินไปรอขึ้น Metro ตอนเลือกไปรอ ก็ต้องระวังไม่ไปรอด้านผิด ต้องดูให้ดีว่ามันไปทางไหนกันแน่

Photobucket

เป็นที่ที่เรารอขึ้น Metro ตอนรอก็กลัวนะ มันมืดๆ คล้ายๆ รถไฟใต้ดินบ้านเรา ถ้ารอคนเดียวไม่ไหวแน่

เมื่อรถไฟมา เราก็ต้องดูว่ามันเป็นขบวนที่จะไปไหน ตอนที่รอมันมีขบวนนึงมาเราก็เกือบจะขึ้นแล้ว นึกว่าไปได้เลย แต่ที่บอร์ดบนหัวรถไฟมันบอกว่าไป airport ก็เลยถามคนที่รอแถวนั้นว่า อันนี้ไป Shiremoor รึเปล่า เค้าบอกไม่ไป ก็เลยไม่ขึ้น ไม่งั้น หลงไปไหนไม่รู้

รอไปอีกหน่อย ก็มีอีกขบวนนึงมา บอกว่าไป St James via the coast คือ มันผ่านสถานีตรงแถบชายฝั่งทะเล ก็เลยคิดว่าถูกแล้วต้องเป็นขบวนนี้แน่

เมื่อขึ้นไปแล้ว เราก็นึกว่าจะมีคนมาเช็คตั๋ว แต่ก็ไม่เห็นมีมาเลย อย่างนี้เราก็นึกเลยนะ แบบโกงๆ ว่าถ้าเราไม่ซื้อตั๋ว ก็ขึ้นได้เหมือนกัน เพราะตอนเ้ข้ามาก็ไม่มีคนเช็ค

เมื่อขึ้นแล้วก็นั่งผ่านสถานีต่างๆ ไปประมาณ 11 สถานี

Photobucket

อันนี้สถานี Monument ตอนที่ผ่านแต่ละสถานี ก็จะเห็นป้ายชัดเจน เลยรู้ว่าจะลงหลังผ่านสถานีไหน บางสถานีต้องผ่านอุโมงค์มืด บางสถานีก็โล่งๆ เห็นอาคารบ้านเรือน ผู้คนที่รอขึ้น

Photobucket

นั่งประมาณ 25 นาืีที ก็ถึงสนานีที่เราจะลง ก็คือ Shiremoor ซึ่งมันเป็นสถานที่ใกล้ที่สุดกับบริษัทที่เราไปสัมภาษณ์งาน ซึ่งอยู่ใน New York Industrial Estate อยู่ใน North Shields

Photobucket

เป็นด้านนอกของ Metro station หลังจากที่เดินออกมาจากสถานีแล้ว

เมื่อเดินออกมาด้านนอก ด่านต่อไปก็ต้องเดินไปรอรถเมล์่ต่อ เป็นต่อที่ 3 อันนี้แหละสร้างความลำบากใจให้เป็นอย่้างมาก ในความวุ่นวายใจนั้น ก็มีสิ่งหนึ่งที่แฝงอยู่ และทำให้รู้สึกดีกับคนอังกฤษขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง ไม่ใช่อย่างที่หลายๆ คน พูด ว่าผู้ดีอังกฤษ หยิ่ง ไม่พูด ไม่ยิ้ม กับคนที่ไม่รู้จัก
....


แล้วมาต่อตอนที่ 3 ตอนสุดท้า่ยจ๊ะ

ประสบการณ์เดินทางไปสัมภาษณ์งาน ตอน 1



สวัสดีค่ะ

เกริ่นมาหลายรอบแล้วสำหรับเรื่องประสบการณ์การไปสัมภาษณ์งาน แต่ก็ยังไม่ได้โอกาสเรียบเรียงซะที แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ที่เรื่องการสัมภาษณ์หรอกนะ อยากจะเล่าเหตุการณ์การเดินทางไปมากกว่า เพราะสำหรับคนที่เพิ่งอยู่ไม่ถึง 2 อาทิตย์ ยังไม่ได้ออกไปไหนคนเดียว แถมยังไม่เคยใช้บริการโดยสารสาธารณะซะด้วย มันรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก ไหนจะตื่นเต้นเรื่องสัมภาษณ์ แล้วยังแถมต้องเป็นกังวลว่าจะไปถูก และทันเวลารึเปล่า

ก่อนวันสัมภาษณ์สตีฟก็บอกเลยว่า วันนั้นไม่ไ้ด้ไปส่งนะ ต้องไปคนเดียว แล้วดูจากแผนที่ของบริษัทที่จะไปอยู่ไกลจากบ้านมากต้องเดินทางหลายต่อ ก่อนวันสัมภาษณ์หลังจากสตีฟเลิกงาน ประมาณ 6 โมงเย็น กินข้าวเสร็จ ออกจากบ้านเพื่อไปดูบริษัทว่าอยู่ตรงไหน ก็ประมาณ เกือบ 2 ทุ่ม ถ้าเป็นที่เมืองไทยแล้วล่ะก็เวลานี้ก็ไม่ต้องไปดูแล้ว แต่เนื่องจากที่เคยเล่าว่า ยังไม่ 5 ทุ่ม ทุกอย่างยังสว่างก็เลยไม่คิดว่าดึกมาก

ตอนไปก็ขับรถไปตามแผนที่ ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง แบบรถไม่ติด เมื่อรู้จักบริษัทแล้วจากนั้นก็มาเริ่มแผนการเตรียมตัวเดินทางมาที่นี่

คือ เริ่มต้น เดินจากบ้านไปสถานีรถไฟ Prudhoe ใช้เวลาเดินโดยประมาณ 10 นาที แล้วทางเดินไม่ใช่ทางราบ มันเป็นขึ้นเนิน ลงเนินด้วย อันนี้แหละ ออกกำลังขาอย่างดีเลย ไม่รู้น่องจะปูดรึเปล่า

Photobucket

เดินผ่านถนนหน้าบ้านคนอื่น มันเหมือนเป็นทางลัดไป
แล้วก็ผ่าน Prudhoe Castle


Photobucket

ยังไม่เคยเข้าไปข้างในนะ ว่าจะลองเข้าไปดูเมื่อมีโอกาส
แต่ดูด้วยเหมือนจะสวย เดินไปอีกก็จะเป็นทางลงเนิน เพื่อไปรอรถไฟ


Photobucket


ตรงนี้เป็นที่รอรถไฟ

Photobucket

ลักษณะรถไฟที่นี่

Photobucket

ที่นั่งด้านใน เบาะนุ่มๆ แต่สังเกตพนักพิงนะ
หัวเราจะอยู่ต่ำจากขอบมาหลายนิ้วเลย


Photobucket

แต่จะห้องโดยสารจะต่างกัน บางห้องก็จะมี แท่นสำหรับวางอาหารด้วย บางทีเดินทางกันไกลก็ทานอาหารข้างในได้ แต่ห้องโดยทั่วไปก็จะเป็นที่นั่งธรรมดา รถไฟที่นี่ก็จะเป็นแบบเปิดหน้าต่างออกได้

Photobucket

อันนี้จะเป็นสัญลักษณ์ว่าเป็นสถานีรถไฟ แล้วก็มือชื่อสถานี

Photobucket

ก่อนจะขึ้นรถไฟ เราก็ต้องเช็คตารางเวลาก่อน เพราะมันมาเป็นเวลา ต้องเช็คตารางเวลาตลอดเพราะถ้าไปไม่ทันก็ต้องรอ เช้าๆ จะมาบ่อย 5-10 นาืีที แต่ถ้าสายๆ ประมาณ 25 นาทีก็มี

Photobucket

ตอนนี้เปิ้ลขึ้นก็ไปเวลาประมาณ 11.34น แต่ว่ามันมา late เกือบ 20 นาที เรื่อง late นี่เป็นสิ่งที่คนทางนี้เค้าเบื่อกันไปตามๆ กันแต่ % ความตรงเวลาเค้าเช็คได้ 90% แต่คนต้องการ 100 อ่ะ เพราะเวลามัน fix มาก

Photobucket

ตั๋วของรถไฟ จาก Prudhoe ไป สถานีกลางที่ Newcastle เวลาขึ้นไปบนรถไฟแล้ว ก็บอกเค้าว่า Return to Newcastle เค้าก็จะมีเครื่องออกตั๋วอัตโนมัติ เครื่องเค้าก็จะเป็นแบบกด touch screen ที่หน้าจอเครื่อง เพื่อเลือกสถานี แล้วเครื่องมันก็ออกตั๋วมาให้เลย

โปรดสังเกตราคา ไปกลับ ประมาณ 4 ปอนด์ กว่าๆ หรือ เิงินไทยก็ เกือบ 300 บาท อันนี้ต่อที่ 1 นะคะ ยังมีอีก 2 ต่อที่เหลืออีก

เวลาที่นั่งบนรถไฟ ก็ประมาณ 25 นาที ถึงสถานีกลางที่ Newcastle ตอนนั่งไประหว่างทางก็ชมวิวไปด้วย ก็สวยดีเหมือนกัน พอดีว่าลำที่ขึ้นมันสุดปลายทางที่นี่พอดี ก็เลยไม่ต้องสนใจฟังว่าถึงสถานีไหนแล้ว ทุกคนก็ต้องลงตรงนี้หมด แต่ถ้าไปต่อ อันนี้สิ ต้องคอยฟังเวลามีประกาศบอกสถานี

แต่ยังไง ก็เดินทางราบรื่นค่ะ เตรียมรอลุ้น ด่านต่อไป



...... ต่อตอนที่ 2 จ้า