ประสบการณ์เดินทางไปสัมภาษณ์งาน ตอน 3 สุดท้าย



มาต่อตอนจบกันจ้า

หลังจากที่ใช้เวลาออกจากบ้าน เดินมาขึ้นรถไฟ ก็ประมาณ 10 นาที นั่งรถไฟไปอีกประมาณ 25 นาืีที นั่ง Metro อีกประมาณ 25 นาที รวมแล้วก็ประมาณ 1 ชั่วโมง แต่้ถ้ารวมเวลาที่รอรถไฟแล้วละก็ ใช้เวลาไปเกือบชั่วโมงกว่า หลังจากที่ลง Metro แล้วตอนนั้นเป็นเวลาประมาณบ่ายโมง ซึ่งก็เหลืออีกแค่ 1 ชั่วโมงก็จะถึงเวลาสัมภาษณ์แล้ว ตอนออกจากบ้านกะว่าจะเหลือเวลาพักหายใจซะหน่อย

Photobucket

เมื่อเดินมารอรถบัส ต้องใช้เวลานานพอสมควร ประมาณ 25 นาที กว่าจะมาแต่ละคัน ใจก็กระวนกระวาย เพราะยังไม่เคยนั่ง อีกอย่างก็จำทางไม่ได้แล้วว่าจะไปบริษัทยังไงจากตรงจุดจอดรถบัส ยังไงก็ต้องรอ รอไปได้ซักพักประมาณ บ่ายโมงสิบห้า ไม่ได้ละ จะต้องถามคนแถวนั้นว่าจะมีรถบัสมาแน่นะ เพราะดูจากตารางเวลา มันควรจะมาได้แล้ว ก็เลยเดินไปถามสองสามี ภรรยา ที่ยืนอยู่ อายุประมาณ 50 ขึ้นไปนะ

ตอนแรกก็ถามก่อนทางนี้จะไป New York Industrial Estate ใช่มั๊ย เ้้ค้าก็บอกว่าใช่ เพราะเค้าก็จะไปเหมือนกัน ก็เลยรู้สึกอุ่นใจ แต่ซักพัก เห็นเค้าคุยกัน 2 คน แล้วเค้าก็บอกว่าจริงๆ แล้วเค้าจะไป New York Estate ซึ่งเป็นย่านใกล้ๆ กัน แต่เป็นโซนที่คนอาศัย ไม่ใช่ในโซนที่มีบริษัท แต่เค้าบอกใกล้ ๆ กัน เดี๋ยวลงกับเค้าก็ได้ พอได้ยินมันรู้สึกความกังวลใจลดลง มีเพื่อนลงด้วย แล้วเปิ้ลก็บอกเค้าว่าจะไปสัมภาษณ์งานที่บริษัท Freudenberg เวลา บ่าย 2 โมง กลัวไม่ทันจังเลย เค้าก็บอกว่าทันๆ

ซักพักรถบัสก็มาจอด

Photobucket

เมื่อขึ้นไปแล้วก็จ่ายตังค์ โดยบอกสถานที่ที่จะไป พอดี 2 คนที่ขึ้นมาด้วยเค้าบอกให้ เราก็แค่วางเงิน แล้วก็รอรับ slip ค่าโดยสาร ค่าโดยสารประมาณ ปอนด์กว่าๆ ก็ 70-80 บาท

Photobucket

นั่งไปได้ซักพักประมาณ 5 นาทีได้ ก็ลง จริงๆ แล้วรถบัสคันนี้มันผ่านบริษัทด้วย แต่ว่าเค้าไม่รู้ ก็เลยพาเราลงก่อน แล้วก็เดินต่อ เดินไปประมาณ 10 นาทีได้ ระหว่างที่เดินก็คุยกันไปรู้สึกขอบคุณเค้ามาก ที่เค้าไม่ทิ้ง พาเดินไปส่งที่บริษัทอีก ทั้งๆ ที่โดยทั่วไปแล้ว เค้าพาลงแล้ว
ก็แยกกันไป แต่นี่เค้าเดินไปส่งจนถึงหน้าบริษัท แล้วแถมยังอวยพรให้เรากับการสัมภาษณ์อีกด้วย รู้สึกขอบคุณ แล้วก็อบอุ่นมาก อันนี้แหละ ที่บอกเค้า รู้สึกว่าไม่ใช่คนอังกฤษทุกคนที่จะหยิ่งนะ

หลังจากที่มาถึงหน้าบริษัทแล้ว ก็แยกกัน เปิ้ลหันกลับไปดูเค้า 2 คน เค้าก็ัยังคอยมองเปิ้ลดูก็โบกมือให้กัน เปิ้ลเดินไปที่จุดตรวจ บอกเค้าว่ามาสัมภาษณ์งาน ชื่อ Mrs Robb ติดต่อ HR manager เค้าก็โทรศัพท์ไปถาม ซักพัก เค้าก็บอกเราว่า ไม่ใช่ตรงนี้ ให้เดินไปอีกที่หนึ่ง อ้าว เอาแล้วล่ะสิ นี่ก็ใกล้เวลาแล้วด้วย ก็เลยรีบเดินอย่างเร็ว บริษัทที่นี่เค้ามีโรงงานประมาณ 3 plants แต่ก็อยู่ใกล้ๆ กัน ตรงข้ามกัน

เมื่อเิดินเข้าไปก็เห็นป้ายบริษัท Freudenberg คู่กับ NOK บางคนคงจะเคยไ้ด้ยิน NOK ที่เมืองไทย บริษัทนี้เค้าเป็นเครือกัน โดย Freudenberg ถือหุ้นมากกว่า เค้าผลิต seal ให้กับรถยนต์ BMW แล้วก็มีบริษัทลูกที่เมืองไทยด้วยนะ ที่รู้ก็เพราะก่อนไปก็เปิด website
บริษัทเค้าดู

เมื่อเข้าไปข้างใน มันไม่มี lobby ก็ไม่รู้จะถามใคร เห็นคนเดินแถวนั้นก็ถาม แต่เค้าบอกว่าเค้ามาส่งของ ให้ลองเดินไปถามอีกห้องนึง ก็เลยเดินเค้าไป บรรยากาศข้างใน เงียบเชียบ เรา say hello ไปประมาณ 2-3 ครั้ง เค้าก็หันมามอง แล้วก็มีผู้หญิงคนนึงเดินมาหา ก็บอกเค้าว่ามาติดต่อ HR manager เค้าก็เลยพาเดินออกมาจากห้องนั้น มาตรงบริเวณที่เปิ้ลเข้ามาตอนแรก เค้าก็มาโทรศัพท์หา HR manager ก็ไม่ติด

..... ซักพักก็มีผู้ชายสูงโปร่ง หน้าตาดีเชียว ฝรั่งๆ แถมดูแล้วอายุก็ไม่มากเลย ใส่เสื้อสีฟ้ามี logo บริษัทที่กระเป๋าเสื้อ เดินเข้ามายิ้มๆ แล้วก็บอกกับผู้หญิงคนที่มากดโทรศัพท์ว่า เราไปติดต่อเค้า จากนั้นก็จับมือ ทักทาย แล้วเค้าก็พาเดินขึ้นบันไดเข้าไปในห้องสัมภาษณ์ ห้องก็ไม่ใหญ่มาก มีโต๊ะตรงกลางห้อง แล้วก็เก้าอี้ประมาณ 5-6 ตัว

เราก็นั่งตรงข้ามกัน ในมือเค้าถือเอกสารอยู่ปึกนึง เราก็ถามว่าต้องการเอกสารอะไรจากเรามั๊ย เค้าก็บอกว่าไม่้ต้อง แล้วเค้าก็เปิดฉากลุยเลย เค้าก็เล่าบริษัทของเค้าทำอะไรบ้าง มีกำไรเท่าไหร่ ผลิตอะไร ส่งที่ไหน งานที่เค้ารับผิดชอบมีอะไรบ้าง บรา บรา บรา เราก็นั่งฟังไปเค้าก็ถามว่าได้เปิด website บริษัทดูมั๊ย โชคดีที่ได้มีเวลาไปเปิดดูก็เลยคุยกับเค้าได้

จากนั้นเค้าก็เอา organization ของเค้ามากางให้ดู ตอนแรกเราก็ไม่รู้หรอกว่าเค้าเป็นใครพอเค้าอธิบาย แล้วบอกว่าเค้าอยู่ตรงนี้ เราเห็นชื่อ ก็เลยรู้เลย อ้าว Manager Business Unit นี่หว่า เริ่มตื่นแล้วเรา

จากนั้นยิ่งตื่นเต้นกว่า เค้าก็เอากระดาษมาประมาณ 3 แผ่น เค้าบอก ตอนนี้เค้าจะมีคำถามให้ตอบ เอาล่ะสิ จะถามอะไรวะ แต่ก็ใจสู้ แผ่นแรก เค้าหยิบ CV ที่เราส่ง mail ไป แล้วก็ให้เราเล่าประสบการณ์การทำงานตามใน CV ที่เราเขียน คงอยากเช็คมั๊ง ว่าเรารู้เรื่องตามที่เราเขียนไปรึเปล่า เมื่อเล่าเสร็จแล้ว เค้าก็มีคำถามอื่นอีก เช่น เคยปรับปรุงงานอะไรบ้างใช้เทคนิคอะไร ในการปรับปรุง มีทฤษฎีอะไรบ้างที่รู้จัก แล้วก็ใช้มา ในการทำงานมีปัญหาการทำงานกับคนอื่นๆ มั๊ย มีปัญหากับ manager บ้างมั๊ย ทำงาน co กับหลายๆ แผนกแล้วทำอะไรบ้าง เป็นยังไง หลายคำถามเหมือนกัน แ้ล้วเค้าก็จดโน็ตลงบนกระดาษเค้า

ซักพักก็มีผู้หญิงอีกคนเค้ามาสมทบ ก็มา่ช่วยสัมภาษณ์ถามคำถาม รู้สึกว่าเค้าคล่องมากนะแล้วก็แม่นทฤษฏีด้วย หลังจากจบคำถามเค้าก็ให้เราถามกลับ ว่าอยากถามอะไรมั๊ย เราก็ถามทั่วๆ ไป แล้วก็ถามว่าคิดยังไงกับประสบการณ์การทำงานของเรา แล้วก็การสัมภาษณ์เค้าบอกประสบการณ์เราก็ตรงกับที่เค้าอยากได้ process engineer แต่ยังไงจะรออีก 2 อาทิตย์ ถ้าผ่านก็จะไปสัมภาษณ์ีอีกรอบ

รวมเวลาสัมภาษณ์ก็ประมาณ 1 ชั่วโมง

เมื่อสัมภาษณ์เสร็จคนผู้หญิงที่มาร่วมสัมภาษณ์ เค้าก็เดินออกมาส่งตอนกลับ

จากประสบการณ์ครั้งนี้ ผลจะเป็นยังไงก็ถือว่าเป็นโอกาสอันดี แม้จะไกล รู้สึกลำบาก แต่ก็ดีที่ได้มาพูดโต้ตอบ สัมภาษณ์ต่างแดน ภาษาอังกฤษล้วนๆ ต้องพูด ต้องแสดง ทุกอย่าง ที่เรามีความสามารถ แต่วันนั้นก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้สึกภาษาอังกฤษมันไหลลื่นผิดปกติ อาจจะเป็นเพราะว่า พูดในสิ่งที่รู้ และมีประสบการณ์ก็ได้

อ้อ ตอนกลับก็ยังไม่ surprised อีก ตอนรอรถบัส ก็เห็นผู้หญิงผมดำ ต้องเป็น asian แน่นอนแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร จนเค้าทักก่อน ว่า where're you from? เราบอก Thailand จากนั้นแหละ ผู้หญิงคนนั้นเค้าก็พูดไทยเลย เค้าบอกเค้ามาได้ 4 เดือนละ มาทำงานในร้านอาหารแถวนั้น เราไม่พูดอะไร นึกในใจ หนูมาได้แค่ 2 อาิทิตย์เองอ่ะ ก็บอกเค้ามาสัมภาษณ์งาน เ้ค้าก็บอกถ้าเราได้ไปแถวนั้นอีก ก็ไปที่ร้านเค้า เค้าทำงานในครัว จากนั้นก็แยกย้ายกัน

........

อย่างที่บอกล่ะนะ ตอนนี้สุดท้ายแล้วแหละ แต่ก็ไม่สุดท้ายสำหรับเรื่องต่างๆ ที่จะมีเล่าให้ฟังเรื่อยๆ ตอนนี้ก็ยังพยายามหางานอยู่เรื่อยๆ งานบ้านก็ไม่ได้ขาด ^_^

ขอบคุณทุกๆ คน สำหรับกำัลังใจที่ดีเสมอมา แล้วก็อยากบอกทุกๆ คนว่า อย่าบ่น อย่าเบื่อกับงานเลย เพราะว่าสิ่งเหล่านี้แหละ มันจะเป็นประสบการณ์แล้วก็จะนึกถึงว่าัมันมีค่ายิ่งตอนไปสัมภาษณ์งานนี่แหละ งานทุกชิ้นมีค่าเสมอ

No comments:

Post a Comment