เพิ่มเติม การรักษาพยาบาลในอังกฤษ (มันดีหรือไม่ดี ?)


ได้คุยเรื่อง NHS เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลในอังกฤษก่อนหน้านี้ ไปหาใน internet เจออันนี้เลยเอามาแชร์

แล้วจะพิสูจน์ด้วยตัวเองว่ามันจริงตามนี้รึเปล่า แต่ตอนนี้ที่แน่ๆ คือ ไปหาหมอที่สถานพยาบาลใกล้บ้านมา 3 หน ยังไม่เสียตังค์ แต่ต้องจองคิวเป็นอาทิตย์เหมือนกัน วันที่รอตรวจรอไม่นาน แล้วจะมาเพิ่ม ถ้าเจออะไรใหม่ๆ อีก

---------------------------------

ระบบรักษาพยาบาลในอังกฤษ

NHS (National Heath Service) คือระบบการรักษาพยาบาลในอังกฤษ ที่รัฐเป็นผู้ดูแล

ค่ารักษาพยาบาลที่อังกฤษ "แพง" และ "ดี" อันนี้ก็ไม่แปลกที่ใครๆ จะคิดแบบนี้ เพราะมันก็ควรจะเป็นแบบนั้นไม่ใช่เหรอ? แต่ความเป็นจริงแล้ว...ตรงกันข้าม!

ระบบที่เรียกว่า NHS นั้นก็ไม่ต่างอะไรกับสวัสดิการสังคมในประเทศไทยเลย แถมยังมีความสำคัญกับชนชั้นกลางมากกว่าอีกด้วย เนื่องจากระบบนี้ ทำให้คนอังกฤษ (รวมทั้งคนต่างชาติที่อาศัยอยู่ในอังกฤษ) เข้ารับรักษาพยาบาลฟรี!!!

ไม่ว่าคุณจะเป็นโรคอะไรก็ตาม...เป็นหวัด คัดจมูก น้ำมูกไหล ไส้ติ่งอักเสบ ขาหัก แขนขาด มะเร็ง เอดส์.... ก็รักษา ฟรีหมด! ไม่เสียค่าหมอ ค่าห้อง ค่ายา (สำหรับผู้ป่วยใน) ใดๆ ทั้งสิ้น เรียกได้ว่า ไปค้างโรงพยาบาล 3 คืนแล้วอยากกลับ ก็สามารถเดินออกจากห้องได้เลย!!

โดยโรงพยาบาลที่ว่านั้นก็เป็นโรงพยาบาลของรัฐเองนั่น แหละ ซึ่งกินสัดส่วนประมาณ 90% ของโรงพยาบาลทั้งหมด โรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงในประเทศอังกฤษทั้งหลาย เช่น Guy's & St.Thomas' Hospital ซึ่งผ่าตัดเปลี่ยนไตโดยหุ่นยนต์ได้เป็นที่แรกของโลก ก็เป็นโรงพยาบาล NHS

แต่อย่างไรก็ตาม อย่าได้ไปคิดว่าระบบรักษาพยาบาลที่อังกฤษดีกว่าประเทศไทยเชียวนะ เพราะด้วยความที่มันฟรีเนี่ยแหละ.....ทำให้คนไข้ต้องจองคิวเข้ารักษากันเป็น "ปีๆ"

"ปีๆ" ในที่นี้ไม่ได้เป็นแค่คำเปรียบเทียบด้วยนะ

ถ้าคุณจะมาผ่าตัดขาเพราะความชราภาพล่ะก็...ใช้เวลารอคิว 1-2 ปี
ถ้าคุณจะมาผ่าฟันคุดล่ะก็....ใช้เวลารอคิว 6 เดือน - 1 ปี
ถ้าคุณจะผ่าตัดหัวใจล่ะก็.....ใช้เวลารอคิว 3 เดือน
ถ้าคุณจะผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองอักเสบล่ะก็.....ใช้เวลารอคิว 1 เดือน
ถ้าคุณโดนมีดแทง ต้องผ่าตัดฉุกเฉินล่ะก็......ใช้เวลารอคิว 3 ชั่วโมง (เลือดไหลตายก่อนพอดี)

ถ้าคุณเป็นหวัด คุณไม่สามารถไปหาหมอได้ในวันรุ่งขึ้น เพราะคุณต้องจองคิวหมอทั่วไป (General Practitioner หรือ GP) ซึ่งทำทุกอย่างตั้งแต่การรักษาหวัด โรคกระเพาะ ปวดหัว ตัวร้อน ให้คำปรึกษาเรื่องเพศ เด็กผู้ชายมาขอถุงยาง เด็กผู้หญิงมาขอยาคุมกำเนิด ฯลฯ ..สรุปแล้วคุณต้องจองคิวประมาณ 1 อาทิตย์ล่วงหน้า และใช่ว่าถ้าจองไว้ที่ 10 โมงเช้า วันพฤหัส คุณจะได้พบหมอในทันที เพราะระบบกำหนดไว้ว่า ให้เวลาหมอดูคนไข้คนละ 10 นาที เพราะจะต้องจองคิวติดๆกันไป ดังนั้นหากหมอเจอคนไข้อาการหนัก แล้วต้องใช้เวลาดูนาน คนไข้คนหลังๆ ก็รอไปเหอะ จะเดินไปซื้อยาเองแบบเมืองไทยก็ไม่ได้ เพราะสำหรับยานอกเหนือจากยาเบสิคๆ เช่น พาราเซตตามอล แล้ว คุณต้องมีใบสั่งแพทย์เท่านั้น

สรุปแล้วในอังกฤษ คนชั้นกลางอย่างเราๆ แม้จะมีเงินบ้าง แต่เงินก็ช่วยอะไรไม่ได้เท่าไหร่ หากคุณป่วย ต้องการพบหมอด่วน เพราะโรงพยาบาลหรือคลีนิคเอกชน ที่คุณสามารถเดินเข้าไปหาหมอได้ทันทีนั้นมี ไม่มากเท่าไหร่ และที่สำคัญราคาแพงมหาศาล เช่น ถ้าคุณปวดฟัน คุณเดินเข้าไปหาหมอฟันในร้าน เค้ายังไม่ทันทำอะไรเลย บอกให้คุณอ้าปาก แล้วก็บอกกับคุณว่า "ผมว่าคุณฟันคุด คุณจะผ่ามั้ย" แค่นี้แหละคุณก็ต้องจ่ายเงินเค้า 50 ปอนด์ (3500 บาท) เป็นค่าปรึกษาแล้ว แล้วถ้าจะผ่าจริงก็ 1000 ปอนด์ (7 หมื่น) ขอรับ แล้วคิดดู ถ้าคุณจะผ่าตัดหัวใจคุณจะต้องจ่ายเท่าไหร่?

เทียบกับ NHS ซึ่ง "ฟรี" ถ้าคุณไม่ใช่มหาเศรษฐีจริงก็คงต้องทนรอคิว 1 ปี ต่อไป...


เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย

- อย่างที่เขียนไว้ข้างบน ว่าที่อังกฤษคุณสามารถขอถุงยางอนามัยและยาคุมจากหมอได้ฟรีๆ โดยถุงยาง จะมีวางอยู่เกลื่อนบนโต๊ะข้างๆเก้าอี้และห้องน้ำในสถานพยาบาล (GP) ให้คุณหยิบเก็บกลับบ้านได้ตามใจชอบ โดยมีให้เลือกหลายรสหลายกลิ่น เช่น แบบธรรมดา (ซองสีเหลือง) กลิ่นสตอเบอรี่ (ซองสีแดง) กลิ่นช็อกโกแลต (ซองสีน้ำตาล) กลิ่นมินท์ (ซองสีเขียว) เป็นต้น เพื่อเป็นแรงจูงใจให้เด็กๆรู้จักการป้องกัน

- หากคุณไปรักษาโรคหวัด และหมอต้องเอาเครื่องฟังหัวใจมาฟังที่อกของคุณ เค้าจะไม่ล้วงเข้ามาในเสื้อของคุณ แต่เค้าจะถลกเสื้อคุณขึ้นมาเลย (แม้จะเป็นหมอผู้ชาย กับคนไข้ผู้หญิงก็ตาม) สำหรับผู้หญิงก็คือให้เห็นบราเลยน่ะแหละ แล้วค่อยแปะมันลงไป เพื่อป้องกันความผิดพลาด งานนี้อายหมอก็ไม่หายหวัด..

- หากคุณเป็นผู้หญิงและอายุครบ 20 ปี NHS จะส่งจดหมายมาบอกให้คุณไปตรวจหามะเร็งปากมดลูก โดยวิธีการตรวจก็คือการตรวจภายในอ่ะแหละ


---------------------------------------------

No comments:

Post a Comment